Author: Enable Earth

  • ยกระดับการทำสวนของคุณ ด้วยไบโอชาร์ (Pure Biochar) ของ Enable Earth

    ยกระดับการทำสวนของคุณ ด้วยไบโอชาร์ (Pure Biochar) ของ Enable Earth

    🌱ยกระดับการทำสวนของคุณ ด้วย ไบโอชาร์ 100% (Pure Biochar)
    วัสดุปรับปรุงดินจากพืช 100% สำหรับคนรักสวนที่ต้องการ “ควบคุมสูตรดิน” ได้ด้วยตัวเอง

    ผลิตจากเศษซากข้าวโพดที่ผ่านกระบวนการอย่างยั่งยืน ไบโอชาร์ของเรามีโครงสร้างพรุนสูง ช่วยเพิ่มการถ่ายเทอากาศในดิน ระบายน้ำได้ดีขึ้น และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์

    ด้วยคุณสมบัติในการ กักเก็บน้ำและธาตุอาหาร ไบโอชาร์ช่วยให้ปุ๋ยและสารปรับปรุงดินทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการสูญเสีย และส่งเสริมให้พืชเติบโตแข็งแรงอย่างยั่งยืน

    เหมาะสำหรับ:

    • แปลงผักยกสูง (Raised beds)
    • การทำปุ๋ยหมัก (Composting)
    • สนามหญ้า (Lawns)
    • การปลูกในกระถาง (Container gardening)

    สามารถใช้เดี่ยวๆ หรือผสมเป็นสูตรดินเฉพาะของคุณเอง
    ไม่ว่าคุณจะเป็นนักจัดสวนมืออาชีพ หรือผู้เริ่มต้น ไบโอชาร์คือ “พื้นฐานสำคัญ” ของดินที่ดี


    🌿 คุณสมบัติเด่นของไบโอชาร์


    🌏 วิธีการใช้งานไบโอชาร์ (Product Instruction)

    🪴 สำหรับกระถาง (Pots & Containers)

    ขนาดกระถาง

    • กระถางขนาด 15 ซม. (6 นิ้ว): ไบโอชาร์ประมาณ 0.2 ลิตร
    • กระถางขนาด 25 ซม. (10 นิ้ว): ไบโอชาร์ประมาณ 1.0ลิตร 

    วิธีใช้

    1. เตรียมกระถาง: ตรวจสอบว่ามีรูระบายน้ำ และรองก้นด้วยกรวดหรือหินเล็ก
    2. ผสมดิน: ผสม ไบโอชาร์ 1 ส่วน : ดินปลูก 9 ส่วน
    3. เติมดิน: ใส่ดินผสมลงในกระถาง โดยเว้นขอบด้านบนประมาณ 2–3 ซม.
    4. ปลูกต้นไม้: วางต้นไม้ เติมดินรอบราก และกดเบา ๆ
    5. รดน้ำ: รดน้ำให้ชุ่ม หลังจากนั้น 1 สัปดาห์แรกควรรดน้ำสม่ำเสมอ
      จากนั้นตรวจความชื้นเป็นระยะ (ไบโอชาร์ช่วยอุ้มน้ำได้ดี)

    🌿 สำหรับแปลงปลูกยกสูง (Raised Beds)

    ขนาดแปลง

    • แปลงขนาดประมาณ 1.2 × 2.4 เมตร
    • ความลึกดิน 25–30 ซม.
      👉 ใช้ไบโอชาร์ประมาณ 56 ลิตร (คิดเป็นสัดส่วน ~10% ของดิน)

    วิธีใช้

    1. เตรียมแปลง: กำจัดวัชพืชและเศษวัสดุ
    2. ผสมดิน: ผสม ไบโอชาร์ 1 ส่วน : ดินปลูก 9 ส่วน
    3. เติมแปลง: ใส่ดินผสมให้ทั่วแปลง
    4. ปลูก: ปลูกเมล็ดหรือกล้าตามปกติ
    5. รดน้ำ: รดน้ำให้ชุ่ม และตรวจความชื้นสม่ำเสมอ

    🌱 สำหรับปลูกลงดิน (In the Ground)

    พื้นที่

    • พื้นที่ประมาณ 1.2 × 2.4 เมตร (≈ 3 ตร.ม.)
    • คลุกดินลึก 15–25 ซม.
      👉 ใช้ไบโอชาร์ประมาณ 28 ลิตร (≈10% ของดิน)

    วิธีใช้

    1. เตรียมพื้นที่: กำจัดวัชพืชและเศษวัสดุ
    2. พรวนดิน: คลายดินลึกประมาณ 15–25 ซม.
    3. โรยไบโอชาร์: กระจายให้ทั่วพื้นที่
    4. คลุกเคล้า: ผสมไบโอชาร์เข้ากับดินให้ทั่ว
    5. รดน้ำ: รดน้ำให้ชุ่ม และติดตามความชื้นของดิน

    🌾 สำหรับสนามหญ้า (Lawns)

    สนามหญ้าใหม่

    • พื้นที่ 3 × 3 เมตร (≈ 9 ตร.ม.)
    • ผสมในชั้นดินลึก 5–10 ซม.
      👉 ใช้ไบโอชาร์ประมาณ 28 ลิตร

    สนามหญ้าเดิม (ซ่อมแซมบางจุด)

    • พื้นที่ 60 × 60 ซม.
    • คลุกลึก 1–2.5 ซม.
      👉 ใช้ไบโอชาร์ประมาณ 3.8 ลิตร

    วิธีใช้ (สนามหญ้า)

    1. เตรียมพื้นที่: กำจัดหญ้าหรือวัชพืชเดิม
    2. พรวน/เจาะดิน:
      • สนามใหม่: พรวนดินลึก 5–10 ซม.
      • สนามเดิม: เจาะดินลึก 1–2.5 ซม.
    3. โรยไบโอชาร์: ให้ทั่วพื้นที่
    4. คลุกดิน: ใช้คราดหรือเครื่องมือผสมให้เข้ากัน
    5. ปลูกหญ้า: หว่านเมล็ดหรือปูหญ้า
    6. รดน้ำ: รดน้ำให้ชุ่ม และดูแลความชื้นอย่างสม่ำเสมอ

    ⚠️ คำแนะนำสำคัญ

    • ใช้ไบโอชาร์ในสัดส่วนประมาณ 10% ของดิน
    • ควรใช้ร่วมกับดินปลูกหรือปุ๋ยอินทรีย์

    ไบโอชาร์ช่วยอุ้มน้ำได้ดี จึงควร ปรับการรดน้ำให้เหมาะสม

  • ไบโอชาร์กับการฟื้นฟูนาข้าวในพื้นที่ดินเค็ม: ทางออกใหม่ของเกษตรอีสาน

    ไบโอชาร์กับการฟื้นฟูนาข้าวในพื้นที่ดินเค็ม: ทางออกใหม่ของเกษตรอีสาน

    ประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำลังเผชิญกับปัญหา “ดินเค็ม” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ

    ดินเค็ม (Saline soil) คือดินที่มีปริมาณเกลือละลายสูง เช่น โซเดียมคลอไรด์ (NaCl) และโซเดียมซัลเฟต (Na₂SO₄) มากเกินไป จนรบกวนการดูดน้ำและธาตุอาหารของพืช ทำให้ต้นข้าวแคระแกร็น ผลผลิตลดลง หรือในบางกรณีไม่สามารถปลูกได้เลย

    ทำไมปัญหาดินเค็มจะรุนแรงขึ้นในอนาคต

    ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติเท่านั้น แต่มีแนวโน้ม “เพิ่มขึ้น” จากหลายปัจจัย ได้แก่

    • โครงสร้างทางธรณีวิทยาที่มีชั้นเกลือใต้ดิน (พบมากในภาคอีสาน)
    • การดันตัวของน้ำใต้ดินเค็มขึ้นสู่ผิวดิน
    • การใช้น้ำชลประทานที่มีความเค็มสะสม
    • การจัดการน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพ
    • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น น้ำทะเลหนุน

    ทั้งหมดนี้ทำให้ดินเสื่อมคุณภาพอย่างต่อเนื่อง กระทบทั้งผลผลิต รายได้เกษตรกร และความมั่นคงทางอาหาร


    ไบโอชาร์: เครื่องมือฟื้นฟูดินเค็มที่เริ่มเห็นผลจริง

    งานวิจัยจำนวนมากเริ่มชี้ว่า การใช้ไบโอชาร์ในนาข้าว สามารถช่วยเพิ่มผลผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไนโตรเจน (Nitrogen Use Efficiency: NUE) ได้อย่างมีนัยสำคัญ

    โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับการจัดการน้ำแบบประหยัดน้ำ (water-saving irrigation) จะยิ่งเห็นผลชัดเจนมากขึ้น


    ไบโอชาร์ช่วยแก้ดินเค็มได้อย่างไร

    ไบโอชาร์ไม่ได้ “กำจัดเกลือ” โดยตรง แต่ช่วยปรับสภาพดินผ่านหลายกลไก:

    • เพิ่มความพรุนของดิน (Soil porosity) → น้ำซึมผ่านดีขึ้น ช่วยชะล้างเกลือออกจากรากพืช
    • เพิ่มความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุ (CEC) → จับธาตุอาหาร และลดผลกระทบของโซเดียม
    • ช่วยปรับสมดุล pH → ลดความเป็นด่างของดินเค็ม
    • อุ้มน้ำได้ดีขึ้น → ลดความเข้มข้นของเกลือรอบรากพืช

    ที่มา: IBI


    ใช้ไบโอชาร์เท่าไหร่? สูตรไหนได้ผลดีที่สุด

    จากการรวบรวมงานวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศ สามารถสรุป “แนวทางการใช้จริง” ได้ดังนี้:

    อัตราการใช้ (Application Rate)

    • มากกว่า 2 กก./ตร.ม. → ให้ผลดีต่อผลผลิตและประสิทธิภาพการใช้ไนโตรเจน (NUE)
    • งานวิจัยในไทยพบว่า
      • 1 กก./ตร.ม. → ช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตอย่างชัดเจน
      • 2 กก./ตร.ม. (ลึก ~15 ซม.) → เหมาะสำหรับดินเค็มจัด

    สูตรที่แนะนำ (Best-performing combinations)

    สูตร 1: ไบโอชาร์ + ปุ๋ยไนโตรเจน

    • ไบโอชาร์: 3 ตัน/ไร่
    • ปุ๋ยไนโตรเจน: 24 – 40 กก./ไร่
      →ช่วยเพิ่มผลผลิต + ใช้ปุ๋ยได้คุ้มค่ามากขึ้น

    สูตร 2: ไบโอชาร์ + ปุ๋ยคอก (เหมาะกับเกษตรอินทรีย์)

    • ไบโอชาร์: 3 ตัน/ไร่
    • ปุ๋ยมูลวัว: 2 ตัน/ไร่

    งานทดลองในดินเค็มนครราชสีมา

    • ดินเค็มและความเป็นด่างลดลง
    • ข้าวสามารถ “รอดและให้ผลผลิตได้”
    • ในขณะที่แปลงที่ใส่ปุ๋ยคอกอย่างเดียว “ไม่สามารถปลูกได้”

    สูตร 3: ผสมตามสัดส่วนดิน (สำหรับงานวิจัย/แปลงทดลอง)

    • ไบโอชาร์ 3% ของน้ำหนักดิน → ให้ผลดีที่สุด
    • ลดโซเดียมในต้นข้าว + เพิ่มผลผลิตอย่างมีนัยสำคัญ

    ข้อแนะนำสำคัญในการใช้

    • ควรคลุกไบโอชาร์ลงดิน (ไม่ใช่หว่าน)
    • ใช้ร่วมกับอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก/ปุ๋ยหมัก จะเห็นผลเร็วขึ้น
    • ควบคู่กับการจัดการน้ำ → ช่วยลดเกลือสะสม
    • เหมาะกับการฟื้นฟูดินระยะกลางถึงยาว (ไม่ใช่ผลทันทีในฤดูเดียว)

    ที่มา: วิจัยของจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย


    จาก “ดินเสีย” สู่ “ดินมีชีวิต” อีกครั้งข้อแนะนำสำคัญในการใช้

    ไบโอชาร์ไม่ใช่แค่ตัวช่วยเพิ่มผลผลิต แต่เป็นเครื่องมือฟื้นฟูระบบดินในระยะยาว
    โดยเฉพาะในพื้นที่ดินเค็มของภาคอีสาน ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศการเปลี่ยนเศษวัสดุการเกษตร เช่น ฟางข้าว ให้กลายเป็นไบโอชาร์ แล้วนำกลับคืนสู่ผืนนา
    ไม่เพียงช่วยให้ข้าวเติบโตได้ดีขึ้น แต่ยังเป็นการสร้าง “วงจรการเกษตรแบบหมุนเวียน” ที่ยั่งยืนทั้งต่อดิน เกษตรกร และสิ่งแวดล้อม

  • ไบโอชาร์ กับการบำบัดแอมโมเนีย และไมโครพลาสติก ในน้ำ

    ไบโอชาร์ กับการบำบัดแอมโมเนีย และไมโครพลาสติก ในน้ำ

    แอมโมเนีย และไมโครพลาสติก ในน้ำจากปุ๋ยเคมี ของเสียจากปศุสัตว์ น้ำทิ้งจากอุตสาหกรรม แม้ในปริมาณต่ำ เป็นอันตรายต่อปลา ลดระดับออกซิเจนในน้ำ (จากการเกิดสาหร่าย) เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์ในระยะยาว ในขณะที่ ไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติก เป็นภัยเงียบที่ยากต่อการจัดการ มีขนาดเล็กกว่าทราย ผ่านระบบบำบัดน้ำทั่วไปได้ ถูกตรวจพบในน้ำดื่ม อาหารทะเล และแม้แต่ในร่างกายมนุษย์ นอกจากนี้ ปัจจุบันไมโครพลาสติกเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน.

    งานวิจัยล่าสุดจาก University of Delaware พบการกำจัดแอมโมเนีย และไมโครพลาสติก ในน้ำ ด้วย “ไบโอชาร์ (Biochar)” ที่ผลิตจากเศษวัสดุทางการเกษตร โดยสามารถกำจัดออกจากน้ำได้ ภายในขั้นตอนการกรองเพียงครั้งเดียว จากผลการศึกษา พบว่าไมโครพลาสติกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระบบนิเวศน้ำของไทย.

    หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ  ไบโอชาร์ที่ผลิตจาก ซังข้าวโพด ที่อุณหภูมิ 700°C (1,292°F) เป็นเวลา 2.5 ชั่วโมง มีประสิทธิภาพในการกรองน้ำโดดเด่นเป็นพิเศษโดยการปรับ “สภาวะการผลิต” เช่น อุณหภูมิและระยะเวลาเผา นักวิจัยสามารถพัฒนาไส้กรองน้ำต้นทุนต่ำที่มีคุณสมบัติ:

    • กำจัดแอมโมเนียได้ประมาณ 2 ใน 3 ในการกรองครั้งเดียว
    • ดักจับไมโครพลาสติกได้มากกว่า 90% ในทุกขนาด
    • ไม่ปล่อยสารอันตรายกลับสู่สิ่งแวดล้อม
    • สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้หลายครั้ง
    • ใช้งานได้โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า (ระบบกรองแบบแรงโน้มถ่วง)

    ความก้าวหน้านี้สะท้อนให้เห็นว่า ไบโอชาร์ไม่ใช่แค่เครื่องมือด้านการเกษตร แต่ยังเป็นโซลูชันด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลัง โดยเฉพาะสำหรับชุมชนชนบทหรือพื้นที่ที่เข้าถึงระบบบำบัดน้ำได้ยาก

    ปัญหาที่ซ่อนอยู่ในน้ำ: แอมโมเนีย และพลาสติกจิ๋ว

    แอมโมเนียในน้ำ มักมาจาก น้ำไหลบ่าจากปุ๋ยเคมี ของเสียจากปศุสัตว์ น้ำทิ้งจากอุตสาหกรรม แม้ในปริมาณต่ำ ก็สามารถเป็นอันตรายต่อปลา ลดระดับออกซิเจนในน้ำ (จากการเกิดสาหร่าย) เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์ในระยะยาว

    ในขณะที่ ไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติก เป็นภัยเงียบที่ยากต่อการจัดการ มีขนาดเล็กกว่าทราย ผ่านระบบบำบัดน้ำทั่วไปได้ ถูกตรวจพบในน้ำดื่ม อาหารทะเล และแม้แต่ในร่างกายมนุษย์

    กลไกการกำจัดแอมโมเนียด้วยไบโอชาร์

    ในน้ำ แอมโมเนียจะอยู่ในรูปของ แอมโมเนียมไอออน (NH₄⁺) ซึ่งมีประจุบวก
    ในขณะที่ผิวของไบโอชาร์มี ประจุลบ จึงสามารถดึงดูดและจับไอออนเหล่านี้ไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ไมโครพลาสติกก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำในประเทศไทย.

    นอกจากนี้:

    • หมู่ฟังก์ชันที่มีออกซิเจนบนผิวไบโอชาร์ช่วยสร้างพันธะอ่อนกับแอมโมเนีย
    • ไบโอชาร์ที่ผลิตที่อุณหภูมิสูง จะมีโครงสร้างคาร์บอนที่เสถียร และมีแรงดึงดูดทางไฟฟ้าที่สูงกว่า

    ผลลัพธ์:

    • ที่ความเข้มข้นต่ำ → ประสิทธิภาพสูง (มีพื้นที่จับเพียงพอ)
    • ที่ความเข้มข้นสูง → ประสิทธิภาพลดลง (พื้นที่ผิวเริ่มอิ่มตัว)

    การดักจับไมโครพลาสติก

    ไมโครพลาสติกมีพฤติกรรมต่างจากสารละลายทั่วไป
    ไบโอชาร์จึงใช้กลไก การดักจับทางกายภาพ (Physical trapping) เป็นหลัก สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องการจัดการไมโครพลาสติก สามารถติดตามงานวิจัยใหม่ในอนาคตได้.

    • ผิวแบบชั้น (layered structure) จับอนุภาคขนาดใหญ่
    • โครงสร้างรูพรุนภายใน (pore network) จับอนุภาคขนาดเล็ก
    • ไบโอชาร์อุณหภูมิสูง → มีโครงสร้างรูพรุนที่พัฒนาได้ดี

    นอกจากนี้:

    • ในสภาพน้ำที่เป็นกรดเล็กน้อย พลาสติกจะมีประจุบวก
    • ผิวไบโอชาร์ที่มีประจุลบช่วยดึงดูดอนุภาคพลาสติก

    ค่า pH ของน้ำ มีผลต่อความสามารถในการจับอนุภาคอย่างมีนัยสำคัญ

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัย

    ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการพบว่า:

    • กำจัดแอมโมเนียได้ประมาณ 2 ใน 3 ในการกรองครั้งเดียว
    • ดักจับไมโครพลาสติกได้มากกว่า 90% ในหลายช่วงขนาด

    ในด้านความปลอดภัย ไม่พบการปล่อยสารอันตรายระหว่างการกรอง และค่าที่ตรวจวัดได้อยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน European Biochar Certificate สะท้อนถึงความเสี่ยงต่ำในการใช้งานจริง

    งานวิจัยนี้ยังช่วยตอกย้ำบทบาทของไบโอชาร์ในระบบบำบัดน้ำ และอาจเป็นต้นแบบสำคัญสำหรับการพัฒนาโซลูชันน้ำสะอาดที่ยั่งยืนในอนาคต

    อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
    https://www.earth.com/news/farm-waste-can-be-transformed-into-powerful-water-filters/

    บทความที่เกี่ยวข้อง: ไบโอชาร์ที่ “มีคุณภาพและได้มาตรฐาน” คืออะไร

  • ไบโอชาร์ที่ “มีคุณภาพและได้มาตรฐาน” คืออะไร?

    ไบโอชาร์ที่ “มีคุณภาพและได้มาตรฐาน” คืออะไร?

    ไบโอชาร์ที่ดีและได้มาตรฐานคืออะไร เมื่อไม่ใช่ถ่านทุกก้อนจะเหมือนกัน

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “ไบโอชาร์” หรือ ถ่านชีวภาพ กลายเป็นคำที่หลายคนเริ่มคุ้นหูมากขึ้น ไม่ว่าจะในแวดวงเกษตร สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ในเรื่องของการลดคาร์บอนระดับโลก

    แต่ในขณะที่คำว่า “ไบโอชาร์” ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลาย สิ่งที่ยังไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่าไรนัก คือคำว่า
    ไบโอชาร์ที่มีคุณภาพ” หรือ “ไบโอชาร์ที่ได้มาตรฐาน”

    เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไบโอชาร์ไม่ได้เหมือนกันทุกก้อน และไม่ใช่ถ่านทุกชนิดจะเรียกว่า “ไบโอชาร์ที่ดี” ได้


    จุดเริ่มต้นของมาตรฐานไบโอชาร์ในประเทศไทย

    ที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าไบโอชาร์แบบไหนถือว่า “ได้มาตรฐาน”

    จนกระทั่งไม่นานมานี้ ทาง MTEC (สวทช.) ได้เริ่มจัดทำ ร่างมาตรฐานไบโอชาร์ของประเทศไทย โดยอ้างอิงจากมาตรฐานสากลเป็นหลัก เช่น European Biochar Certificate (EBC), World Biochar Certificate (WBC) และ International Biochar Initiative (IBI) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับไบโอชาร์ไทย ให้สามารถเทียบเคียงและเชื่อมโยงกับตลาดระดับโลกได้


    แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า “ไบโอชาร์นี้ดีพอหรือยัง”

    หากมองในเชิงวิชาการ ไบโอชาร์ไม่ได้ถูกนิยามแค่ “หน้าตา” หรือ “ความรู้สึก” แต่ถูกกำหนดผ่าน มาตรฐานที่ชัดเจน โดยหนึ่งในมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก คือ European Biochar Certificate (EBC) ซึ่งได้ให้นิยามของไบโอชาร์ไว้ว่า

    ไบโอชาร์ คือวัสดุคาร์บอนที่มีโครงสร้างพรุน (porous) ผลิตจากชีวมวลผ่านกระบวนการไพโรไลซิส (pyrolysis) ภายใต้สภาวะออกซิเจนต่ำ ที่อุณหภูมิประมาณ 350–1000°C โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว หรือใช้ทดแทนคาร์บอนจากฟอสซิลในอุตสาหกรรม และ ไม่ใช่ผลิตมาเพื่อเผาเป็นพลังงาน

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่ทราบคือ ไม่ใช่ “กระบวนการคาร์บอไนซ์ทุกแบบ” จะเรียกว่าไบโอชาร์ได้

    แม้ว่ากระบวนการอย่าง torrefaction, hydrothermal carbonization, หรือการผลิตโค้ก (coke production)  จะเป็นกระบวนการเปลี่ยนชีวมวลให้เป็นคาร์บอนเหมือนกัน แต่ ผลิตภัณฑ์ที่ได้ “ไม่สามารถเรียกว่าไบโอชาร์” ตามนิยามนี้ได้

    เหตุผลคือ ไบโอชาร์ต้องเป็น “pyrolysis char” ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ และมีคุณสมบัติเพิ่มเติมในด้านความยั่งยืนของกระบวนการผลิต คุณภาพของวัสดุ และการใช้งานปลายทาง ในขณะเดียวกัน gasification ถือเป็นส่วนหนึ่งของ spectrum ของเทคโนโลยีไพโรไลซิส และหากมีการปรับให้เหมาะสมเพื่อผลิตไบโอชาร์ ก็สามารถได้รับการรับรองภายใต้มาตรฐาน EBC ได้เช่นกัน

    สรุปคือ ไบโอชาร์ไม่ได้ถูกนิยามแค่ “กระบวนการผลิต” แต่ถูกกำหนดจาก 4 ปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ คุณสมบัติของวัสดุ (quality characteristics) วัตถุดิบที่ใช้ (feedstock) ความยั่งยืนของกระบวนการผลิต และรูปแบบการใช้งานปลายทาง  ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ไบโอชาร์เป็นมากกว่า “ถ่าน” แต่เป็นวัสดุที่ต้องถูกออกแบบและควบคุมอย่างเป็นระบบ

    เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ด้านล่างคือตารางสรุปค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญที่สุดที่ใช้กำหนดคุณภาพไบโอชาร์ ตามมาตรฐาน EBC

    โดยทั่วไป ไบโอชาร์ที่ได้มาตรฐานจะถูกประเมินในด้านคุณสมบัติทางเคมี ฟิสิกส์ และความปลอดภัย ดังนี้

    1. ความเสถียรของคาร์บอน: หัวใจของไบโอชาร์

    หัวใจสำคัญของไบโอชาร์ คือ “ความเสถียรของคาร์บอน” หรือ ค่า H/Corg (Hydrogen to Organic Carbon ratio)

    • เป็นตัวชี้วัดระดับ “การคาร์บอไนซ์” (degree of carbonisation)

    พูดง่ายๆ คือ มันบอกว่า “คาร์บอนในถ่านก้อนนี้ เสถียรแค่ไหน”

    • ค่า สูงกว่า 0.7 → อาจเป็นถ่านที่ยังเผาไม่สมบูรณ์ หรือไม่ใช่ไบโอชาร์แท้
    • ค่า ต่ำกว่า 0.7 → ผ่านกระบวนการไพโรไลซิสที่เหมาะสม → คาร์บอนเสถียร

    ยิ่งค่านี้ต่ำ แปลว่า คาร์บอนยิ่งอยู่ในโครงสร้างที่ “ทนต่อการย่อยสลาย” และเหมาะกับการกักเก็บคาร์บอนระยะยาว (carbon sink)

    2. สารระเหย (VOC) และการวิเคราะห์ด้วย  Thermogravimetric Analysis (TGA)

    ในกระบวนการไพโรไลซิส ชีวมวลจะถูกเปลี่ยนเป็นโครงสร้างคาร์บอนที่ซับซ้อน พร้อมกับเกิดสารต่างๆ เช่น aromatic carbon, carbonates และสารอินทรีย์ระเหย (VOC) จำนวนมาก

    VOC เหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของ “ก๊าซไพโรไลซิส” ซึ่งบางส่วนจะควบแน่น (condense) กลับมาเกาะอยู่บนผิวและรูพรุนของไบโอชาร์ นั่นหมายความว่า VOC ไม่ใช่แค่ “ของเสีย” แต่เป็น “องค์ประกอบสำคัญ” ที่มีผลต่อคุณสมบัติของไบโอชาร์

    3. ความชื้น (Moisture content)

    ตาม EBC แนะนำว่า  ไบโอชาร์ในกลุ่มที่ใช้กับเกษตร (เช่น Agro, AgroOrganic) ควรมีความชื้นประมาณ  ~30% โดยเหตุผลไม่ใช่แค่เรื่องการใช้งาน แต่รวมถึง “ความปลอดภัย” ด้วย โดยช่วยลดการเกิดฝุ่น (dust formation) และลดความเสี่ยงการลุกไหม้เอง (spontaneous combustion)

    ในขณะที่ไบโอชาร์บางประเภทที่ใช้ในอุตสาหกรรม (non-soil application) อาจมีความชื้นต่ำกว่าได้
    แต่ต้องมีมาตรการความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น การป้องกันการระเบิดของฝุ่น การควบคุมสุขภาพผู้ใช้งาน

    สรุปง่ายๆ คือ ความชื้นไม่ใช่แค่เรื่อง “แห้งหรือเปียก” แต่คือเรื่อง “ความปลอดภัยของระบบทั้งหมด”

    4. ความสามารถในการอุ้มน้ำ (Water Holding Capacity: WHC)

    อีกหนึ่งค่าที่สำคัญ แต่คนทั่วไปอาจยังไม่คุ้น คือ WHC หรือ Water Holding Capacity

    WHC คือความสามารถของไบโอชาร์ในการ “กักเก็บน้ำ” ค่าตัวนี้มีประโยชน์อย่างมาก เช่น

    • ช่วยกำหนดสัดส่วนการผสมกับของเหลว เช่น ปุ๋ยน้ำ หรือ digestate
    • ใช้ประเมินว่าไบโอชาร์จะช่วยเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดินได้มากแค่ไหน
    • ช่วยในการควบคุมความชื้นบริเวณรากพืช (root zone)
    • และยังใช้ประเมินการใช้งานในด้านอื่น เช่น วัสดุก่อสร้าง หรือระบบจัดการน้ำฝน (stormwater)

    พูดง่ายๆ คือ WHC เป็นตัวบอกว่า ไบโอชาร์จะช่วย “เก็บน้ำให้ระบบ” ได้ดีแค่ไหน ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญมากในพื้นที่แห้งแล้ง หรือระบบเกษตรที่ต้องการลดการใช้น้ำ

    5. ค่าการนำไฟฟ้าของไบโอชาร์ (Electrical Conductivity)

    อีกหนึ่งค่าที่สำคัญเช่นกัน คือ Electrical Conductivity (EC) ของตัวไบโอชาร์

    ค่า EC นี้มีบทบาทมากกว่าที่หลายคนคิด  ใช้เป็นตัวชี้วัด “ความสม่ำเสมอของคุณภาพ”

    • เปรียบเทียบแต่ละ batch ของการผลิต
    • ตรวจสอบความสม่ำเสมอภายใน batch เดียวกัน

    นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่พบว่า
    ค่า EC ของไบโอชาร์ อาจมีผลต่อการใช้งานในหลายระบบ เช่น

    • ดินและการเจริญเติบโตของพืช
    • ระบบย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน (anaerobic digestion)
    • การทำปุ๋ยหมัก (composting)
    • รวมถึงวัสดุผสมและวัสดุก่อสร้างบางประเภท

    อย่างไรก็ตาม ต้องระวังไม่ให้สับสนกับ “ค่า EC ของน้ำที่ชะออกจากไบโอชาร์ (leachate)” ซึ่งใช้วัด “ปริมาณเกลือ”

    6. ความปลอดภัย: สิ่งที่มองไม่เห็น แต่สำคัญที่สุด

    อีกหนึ่งเรื่องที่มักถูกมองข้าม คือ “ความปลอดภัย”

    แม้ไบโอชาร์จะดูเหมือนเป็นเพียงถ่านสีดำ แต่ในความเป็นจริง กระบวนการผลิตสามารถทำให้เกิดสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายได้

    มาตรฐานจึงกำหนดให้ตรวจสอบ  ค่าโลหะหนัก As, Cd, Cr, Hg, Ni, Pb, Cu, Zn และสารอินทรีย์อันตราย เช่น PAHs (กลุ่มสารก่อมะเร็ง), PCB, และ dioxins (PCDD/F)

    หากค่าพวกนี้เกินเกณฑ์ ไบโอชาร์นั้นอาจไม่เหมาะสำหรับการใช้กับดิน หรือแม้แต่การใช้งานในอุตสาหกรรมบางประเภท

    สุดท้าย: มาตรฐานไม่ใช่แค่ “เกณฑ์” แต่คือ “ความเชื่อมั่น”

    การมีมาตรฐานไบโอชาร์ ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อควบคุมคุณภาพ แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้งาน ความโปร่งใสในตลาด และโอกาสในการเชื่อมโยงสู่ตลาดคาร์บอนระดับโลก

    สำหรับประเทศไทย นี่คือจุดเริ่มต้นของการยกระดับของเหลือทางการเกษตรให้กลายเป็น ทรัพยากรที่มีคุณค่าในระดับสากล

  • Enable Earth and KMUTT Join Forces to Tackle PM2.5 and Create Value from Agricultural Residues in Wiang Pa Pao

    On July 4, 2025, Enable Earth and King Mongkut’s University of Technology Thonburi (KMUTT) have officially signed a Memorandum of Understanding (MOU) to collaborate on “Academic and Innovation Support in Environmental Management and Biochar.”
    The partnership marks a milestone in advancing environmental innovation and tackling one of Northern Thailand’s most pressing challenges — PM2.5 air pollution — while promoting circular and low-carbon development in rural communities.

    The MOU was signed by Assoc. Prof. Dr. Suvit Saetia, President of KMUTT, and Ms. Pasinee Tangsuriyapaisan, CEO of Enable Earth, with Ms. Darin Rangsikamol, Tech Lead of Enable Earth, and Mr. Suren Thapanangkoon, Director of the Center for Promotion and Support of the Royal Project Foundation and Royal-Initiated Projects at KMUTT, serving as witnesses.

    Driving Innovation for Cleaner Air and Sustainable Agriculture

    This collaboration aims to address the long-standing PM2.5 pollution crisis in Northern Thailand—particularly in Wiang Pa Pao District, Chiang Rai Province—by transferring environmental knowledge and innovations directly to local communities. Through this joint initiative, farmers will be supported to manage agricultural residues such as corn stalks, rice straw, and other biomass wastes more efficiently, transforming them into biochar, a carbon-negative material that improves soil fertility, reduces open burning, and creates new commercial value.

    A Public–Private–People Partnership (PPP) Model for Impact

    Assoc. Prof. Dr. Suvit Saetia emphasized,

    “This partnership represents a significant step in realizing the university’s mission to drive academic engagement for societal benefit. KMUTT is proud to co-develop this PPP model (Public–Private–People Participation) that brings together the power of government, private sector, and local communities toward sustainable development.”

    Innovation and Circular Economy at the Core

    Ms. Pasinee Tangsuriyapaisan added,

    “Enable Earth is committed to advancing environmental innovation through biochar technology, which not only reduces agricultural waste and open burning—the root cause of PM2.5—but also unlocks new opportunities for community-based businesses and long-term sustainability.”

    Toward a Low-Carbon Future

    Representatives from KMUTT’s Pilot Plant Development and Training Institute (PDTI), School of Energy, Environment and Materials, The Joint Graduate School of Energy and Environment (JGSEE), Business Development Working Group, and the Center for Research and Community Services also joined the signing ceremony. The MOU will span three years, with the shared goal of developing the “Wiang Pa Pao Biochar Project” as a national model that can be replicated across Thailand. The collaboration further supports Thailand’s transition toward a low-carbon economy and contributes to achieving the United Nations Sustainable Development Goals (SDGs).

  • Joined forces with GIZ and Planet2050 in converting rice straw in Nakhon Sawan

    On 14 January 2026, the TGC EMC project (Thai-German Cooperation on Energy, Mobility and Climate), implemented by GIZ Thailand (German Agency for International Cooperation), together with Planet2050 and Enable Earth, held a hands-on biochar training with 17 selected farmers in Nakhon Sawan, focusing on turning rice straw, which is often burned after harvest, into a valuable resource. With PM2.5 levels currently rising across the country, agricultural residue burning is one of the major sources of air pollution in Thailand.

    Farmers learned practical techniques to convert this agricultural residue into biochar and how to apply it to their soils. Biochar can significantly improve soil health by enhancing water retention, nutrient availability, and microbial activity. Beyond agriculture, it also has versatile applications, including in construction materials and other industrial products.

    Most importantly, biochar offers a double climate benefit: it reduces emissions from open burning and locks carbon into a stable form for hundreds years. However, running such as activities is often not financially viable for farmers. New finance mechanisms now make this possible, especially in global carbon markets, where companies are turning to high-integrity, durable Carbon Dioxide Removal (CDR) certificates to support their net-zero strategies.

    This training marked an important first step toward producing biochar from rice straw at a larger scale. Stay tuned to see how Nakhon Sawan is finding sustainable solutions for its agricultural residues!

  • Hack the Hills: Empowering Innovation to End Agricultural Burning

    September 23, 2025

    Enable Earth joined forces with our incredible partner, the German-Thai Agricultural Cooperation (GETHAC), for the final pitch round of the AgriSpark Hackathon – Hack the Hills!, held during the AGRIFUTURE Conference & Exhibition 2025, organized by the German Agricultural Society (DLG Asia Pacific).

    AGRIFUTURE is one of Asia’s leading agricultural innovation events, bringing together experts, entrepreneurs, policymakers, and investors to explore technologies and solutions that drive the future of sustainable farming across the region.

    💡 Congratulations to all 8 finalist teams for bringing such high-energy and high-impact ideas to the stage! The AgriSpark Hackathon was launched to spark collaboration between farmers, startups, engineers, and innovators in tackling Thailand’s most pressing agricultural challenges—especially the open burning of crop residues on steep terrains. Through real-world use cases, participants worked to design practical, scalable solutions that enhance circularity, reduce pollution, and improve rural livelihoods.

    This year’s challenges focused on:
    Use Case 1: From Hill to Road 🚜 — developing solutions for biomass collection and transportation from steep, hard-to-access fields.
    Use Case 2: Burn No More 🔥 — finding viable alternatives to open burning that turn residues into valuable resources.

    When we first began exploring this challenge a year ago—mapping steep terrains, testing residue-collection methods, and seeking partners to help us build solutions that go beyond policy—it seemed almost impossible to shift such an entrenched system. But meeting GETHAC and finding partners who shared our belief that open burning can be avoided—with the right mix of innovation, collaboration, and persistence—gave us the momentum to bring this Hackathon to life.

    This is just the beginning. Together, we’ll keep driving forward to turn these ideas into real, sustainable impact—one hillside at a time. 💪